ภูกระดึง

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง      อุทยานแห่งชาติภูกระดึง มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ประกอบด้วยภูเขาที่มี ธรรมชาติสวยงามมาก ที่ราบบนยอดภูกระดึง เป็นสังคมของพืชเมืองหนาว การเดินทางครั้งนี้มีผมและเพื่อนๆ รวมทั้งหมดก็ 10 คนพอดิบพอดี เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ วันที่ 19 ธันวาคม 2546 ด้วยรถทัวร์ สาย กรุงเทพฯ-เลย โดยลงรถที่ บ้านผานกเค้า หรือที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เรียกว่า ร้านเจ๊กิม ล้างหน้าล้างตาทำธุระส่วนตัวกันแล้ว ก็ทานข้าวเช้า จากนั้นก็เดินทางสู่ที่ทำการอุทยาน ด้วยความอนุเคราะห์ของท่านผู้มีอุปการคุณ ได้จัดส่งรถมารับพวกเรา ประหยัดไปได้อีกหน่อย เมื่อไปถึงที่ทำการอุทยาน ก็ซื้อบัตรติดสัมพาระ และนำไปชั่งน้ำหนัก แต่ไม่ใช่ผม เพราะผมแบกขึ้นไปเองเป็นการทดสอบความฟิตไปในตัว ช่วงที่เราไปกันไม่ใช่ช่วงหยุดยาว เลยมีคนไม่มากนักประมาณ 1,500 คน สอบถามจากคนแถวนั้นได้ความว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่หยุดต่อเนื่อง 3 วัน มีคนประมาณ 20,000 คน ไม่อยากจะคิด

ซำแฮก     07.00น. ประตูเปิด ซื้อตั๋วแล้วก็มุ่งหน้าสู่ ปางกกข่า ซึ่งเป็นด่านแรก ระยะทางประมาณ 800 เมตร ประมาณ 10.30 น. พวกเราทั้ง 10 คน ก็พิชิตยอดภูกระดึงที่ความสูง 1,288 เมตร ได้สำเร็จ แต่หนทางยังอีกยาวไกล เพราะต้องเดินอีก 3,500 เมตร จึงจะถึงที่ทำการและที่พักของพวกเรา ด้วยความอนุเคราะห์ของท่านผู้มีอุปการคุณอีกนั่นแหละ ที่ทำให้เราได้พักที่บ้านพัก ไม่ต้องนอนเต็นท์ให้ลำบาก หลักจากเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่รอช้าออกเดินสำรวจกันทันที เริ่มจากพระพุทธเมตาและน้ำตกใกล้ๆ และไปจบที่ ผาหมากดูก เพื่อดูพระอาทิตย์ตก หมดไปหนึ่งวัน ไม่รู้ว่าเพราะหิวหรือเปล่า จึงทำให้อาหารมื้อเย็นอร่อยมาก แต่ที่แน่ๆ อาหารบนภูกระดึงถูกกว่าที่กรุงเทพฯเยอะ หลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จก็กลับที่พัก แยกย้ายกันอาบน้ำ ซึ่งบ้านที่พวกเราพักมี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขอบอกว่าเย็นมากๆแต่ก็อาบแถมยังสระผมอีกด้วย แล้วก็มานั่งคุยกัน วางแผนการเดินทางในวันรุ่งขึ้น

ภูกระดึง     วันที่ 2 บนภูกระดึง ประมาณตี 5 ทุกคนก็ต้องตื่นด้วยการกวนของผมเอง เนื่องจากเรามีนัดกันไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น แล้วจึงกลับมาอาบน้ำและทานข้าวเช้า อากาศบนภูตอนเช้าดีมากอุณหภูมิประมาณ 3-4 องศา ทานข้าวเสร็จก็ออกเดินกันต่อ ช่วงเช้านี้เรามีโปรแกรมจะไปชมน้ำตกต่างๆ แล้วกลับมาทานข้าวเที่ยงที่ที่ทำการอุทยาน ทานข้าวเสร็จก็บ่ายแล้ว เจ้าของร้านที่เราไปทานข้าวจึงแนะนำว่าถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ ผาหลุ่มสัก ให้รีบไปไม่อย่างนั้นจะไม่ทัน พวกเราต่างเร่งรีบทั้งเดินทั้งวิ่ง ไม่หยุดแวะที่ใดเลย เพราะกลัวจะไปไม่ทัน ชาวบ้านซึ่งขายของระหว่างทางก็ดีมาก พวกเราเดินผ่านร้านเค้าแทนที่จะเรียกให้นั่งพัก หรือซื้ออะไรทาน เปล่าเลย กลับบอกว่าไม่ต้องหยุดให้ไปต่อเลย ถ้าเดินกันอย่างนี้ก็คงทัน หลายชั่วโมงผ่านไปและแล้วก็มาถึง ความเหน็ดเหนื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง เรามาถึงได้ไม่เกิน 15 นาที พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้า สวยงามคุมค่ากับความยากลำบาก แต่ขากลับนี่สิ ไม่อยากจะคิด พวกเราออกจากผาหลุ่มสักเกือบเป็นชุดสุดท้าย เพราะกะว่าอาจจะได้ติดรถเจ้าหน้าที่กลับ แต่เนื่องจากเรามีกันหลายคน จึงไปไม่หมดก็ต้องเดินกลับตามระเบียบ ลืมบอกไปบนนี้เจ้าหน้าที่ทีรถกระบะใช้ ทางเดินกลับมืดมากและก็เย็นมากด้วย ลมพัดมาแต่ละครั้งหน้าแทบปริ ระหว่างทางมองลงไปด้านล่าง เห็นไฟป่าอยู่หลายจุด ขากลับเรามีเพื่อนเพิ่มมาอีก 2 คน เค้ามากัน 2 คน และก็ไม่มีไฟฉายจึงชวนเดินกลับด้วยกัน เมื่อมาถึงที่พักเมื่อยขามากๆ นั่งแทบไม่ลง คืนนี้มีหลายคนที่ไม่อาบน้ำ อะ อะ ไม่ใช่ผม

     วันที่ 3 กว่าจะตื่นกันก็ 09.00 น. แล้ว เพราะวันนี้ไม่มีโปรแกรมไปไหน ทานข้าวเช้าแล้วจึงออกเดินทางกลับ ดูจากสีหน้าแล้วแต่ละคนยังไม่อยากกลับกันเลย แต่ด้วยภาระหน้าที่ทางการเรียนจึงต้องกลับ และที่สำคัญคือ ปัจจัย ซึ่งถ้าอยู่ต่อคงต้องออกค่าที่พักกันเอง ลืมบอกไปบ้านที่พวกเราพักมีชื่อว่า บ้านกระดุมเงิน เมื่อพวกเรามาถึงที่ทำการอุทยานด้านล่าง ก็มีคนมารอรับอยู่แล้ว และพาพวกเราไปขึ้นรถที่ขอนแก่น และเดดินทางกลับสูกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ จบแบบเร่งรัด.

ผาหมากดูก ภูกระดึง ภูกระดึง

หนุ่มน้อยนักเดินทาง
19 - 23 ธันวาคม 2546


อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ภูกระดึง

ภูกระดึง

ภูกระดึง

ภูกระดึง

ผาหล่มสัก


CopyRight
© 2002 Lakkai Cyber, All rights reserved.