ลักไก่ทัวร์
หน้าแรกลักไก่ทัวร์
โปรแกรมทัวร์
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
ท่องทะเลไทย
เทศกาลทั่วไทย
บันทึกนักเดินทาง
บันทึกเปื้อนฝุ่น
ดอยสูง ภูสวย
โปสการ์ดท่องเที่ยว
พระธาตุประจำปีเกิด
โรงแรม รีสอร์ท
แผนที่ประเทศไทย
อุทยานแห่งชาติ
อุทยานประวัติศาสตร์
วนอุทยาน
unseen I
unseen II
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
  
กิจกรรม
Tips for Trip
ประเทศเพื่อนบ้าน
ห้ามคลิก !
จ้างให้ก็คลิกไม่โดน
ไม่เชื่อก็ลองดู
 
ขอขอบคุณ
การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย และอนุสาร อสท. ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลต่างๆครับ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

 

`๏่’ อุตรดิตถ์ - Uttaradit `๏่’
`๏่’ อุตรดิตถ์ - Uttaradit `๏่’

" เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก "



     หลักฐานจากพงศาวดารก็กล่าวถึงเมืองพิชัย หรือ เมืองอุตรดิตถ์ว่า เป็นเมืองหน้าด่านเมืองหนึ่งของกรุงศรีอยุธยาครับ ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์เมืองพิชัย ก็ยังคงเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมทั้งปรากฏชื่อตำบลบางโพธิ์ท่าอิฐ ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านและเป็นที่ตั้งเมืองอุตรดิตถ์ในปัจจุบันว่า เป็นท่าเรือถ่ายสินค้าที่สำคัญ มีความเจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นทุกที เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นเมืองขึ้นของเมืองพิชัย โดยเรียกว่า เมืองอุตรดิตถ์ หมายถึงเมืองท่าน้ำแห่งทิศเหนือ ต่อมาเมืองอุตรดิตถ์ได้ถูกยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัด ส่วนเมืองพิชัยกลับกลายเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุตรดิตถ์ จนกระทั่งปัจจุบัน


     จังหวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่ 7,838 ตารางกิโลเมตร มีทั้งหมด 9 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอตรอน อำเภอพิชัย อำเภอลับแล อำเภอน้ำปาด อำเภอท่าปลา อำเภอบ้านโคก อำเภอฟากท่า และอำเภอทองแสนขัน

ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดแพร่ และน่าน
ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดพิษณุโลก
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดสุโขทัย
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดพิษณุโลก และลาว



ของที่ระลึกและสินค้าพื้นเมือง
อุตรดิตถ์มีสินค้าที่น่าสนใจ ได้แก่ ผ้าซิ่นตีนจก ผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์จักสานผักตบชวา หน่อไม้กระป๋อง ลูกตาวเชื่อม ขนมเทียนเสวย กล้วยกวน ไส้เมี่ยง และไม้กวาดตองกง ที่ทำเป็นของใช้และของที่ระลึกอันเล็กๆ รถหาซื้อได้ตามร้านค้าในเมือง และที่อำเภอลับแล


งานพระยาพิชัยดาบหักและงานกาชาด
เป็นงานรำลึกถึงวีรกรรมของพระยาพิชัยดาบหัก และงานฤดูหนาวประจำปี ระหว่างวันที่ 7-16 มกราคม ของทุกปี บริเวณสนามกีฬาพิชัยดาบหัก ในงานจะมีการออกร้านของเหล่ากาชาดจังหวัด และกิจกรรมรื่นเริงต่างๆ

งานเทศกาลวัดพระแท่นศิลาอาสน์

ในวันขึ้น 8-15 ค่ำ เดือน 3 (วันมาฆบูชา) ของทุกปี จะมีชาวบ้านทั้งในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาทำบุญและไหว้พระแท่นศิลาอาสน์กันเป็นจำนวนมาก

งานประเพณีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า (อัฐมีบูชา)
จัดในระหว่างวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ถึงวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 บริเวณวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง ในงานมีการจำลองพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า เป็นการน้อมจิตรำลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์

งานเทศกาลลางสาด
จัดประมาณเดือนกันยายนของทุกปี ณ บริเวณสนามกีฬาพิชัยดาบหัก หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ ในงานมีนิทรรศการทางวิชาการเกี่ยวกับลางสาด การประกวดลางสาด การประกวดธิดาลางสาด การประกวดรถผลไม้ การออกร้านสินค้าพื้นเมือง


วัดธรรมาธิปไตย

ตั้งอยู่ในตัวเมืองใกล้สี่แยกจุดตัดของถนนอินใจมีกับถนนสำราญรื่น เป็นที่เก็บบานประตูของวิหารหลังใหญ่ และเก่าแก่มากของวัดพระฝาง บานประตูทำจากไม้ปรูขนาดกว้าง 2.2 เมตร สูง 5.3 เมตร และหนา 16 เซนติเมตร แกะสลักในสมัยอยุธยาเป็นลายกนกก้านขด มีลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ 7 พุ่ม ระหว่างพุ่มมีกนกใบเทศขนาบสองด้าน กล่าวกันว่า เป็นบานประตูไม้แกะสลักที่มีความงามเป็นที่สอง รองลงมาจากประตูวิหารวัดสุทัศน์ที่กรุงเทพฯ

หลวงพ่อเพชรวัดท่าถนน
หลวงพ่อเพชรเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ประดิษฐานอยู่ที่วัดท่าถนน วัดท่าถนนนี้เดิมชื่อว่า วัดวังเตาหม้อ ตั้งอยู่ในตัวเมืองอุตรดิตถ์บริเวณริมแม่น้ำน่านถนนเกษมราษฎร์ ตำบลท่าอิฐ เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์สมัยเชียงแสน นั่งขัดสมาธิเพชร หน้าตักกว้าง 32 นิ้วครึ่ง สูง 41 นิ้ว ตามประวัติกล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2436 ขณะหลวงพ่อด้วงเจ้าอาวาสวัดหมอนไม้ เดินทางกลับจากรับนิมนต์ที่วัดสว่างอารมณ์ ตำบลไผ่ล้อม อำเภอลับแล เมื่อผ่านวัดสะแกที่เป็นวัดร้าง ได้พบเนินดินเป็นจอมปลวกขนาดใหญ่มีเกศพระพุทธรูปโผล่ขึ้นมา เมื่อขุดดูพบว่าเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ มีลักษณะงดงามมาก จึงนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดท่าถนน มีคนมากราบไหว้บูชาเป็นจำนวนมาก ประกอบกับเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร จึงเรียกกันว่า “หลวงพ่อเพชร”

วัดใหญ่ท่าเสา
ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าเสา อยู่ทางทิศตะวันออกของตัวเมืองอุตรดิตถ์ โดยเดินทางไปตามถนนสำราญรื่น แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอย 10 เดินทางต่อไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร วัดนี้มีวิหารเก่าแก่ซึ่งมีบานประตูไม้แกะสลัก 2 บาน ตลอดจนลายไม้ที่วิหารด้านหน้า

อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก
ประดิษฐานอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติของท่านในความองอาจกล้าหาญ รักชาติและเสียสละ เมื่อครั้งพระยาพิชัยซึ่งครองเมืองพิชัยในสมัยธนบุรี ท่านได้สร้างเกียรติประวัติไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2316 พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัย พระยาพิชัยได้ยกทัพไปสกัดทัพพม่าจนแตกพ่ายกลับไป การรบในครั้งนั้น ดาบคู่มือของพระยาพิชัยได้หักไปหนึ่งเล่ม แต่ก็ยังรบได้ชัยชนะต่อทัพพม่าด้วยวีรกรรมดังกล่าว จึงได้สมญานามว่า “พระยาพิชัยดาบหัก” อนุสาวรีย์แห่งนี้ออกแบบและหล่อโดยกรมศิลปากร ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512

หอวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์
อยู่ที่อาคารจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์รวมโบราณวัตถุที่สำคัญ ของชาวอุตรดิตถ์ เหมาะแก่การศึกษาค้นคว้า และเป็นหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ โบราณวัตถุที่สำคัญชิ้นหนึ่ง คือ “ยานมาศ” หรือ คานหามไม้แกะสลักโปร่ง 3 ชั้น กว้าง 73 เซนติเมตร ยาว 3.50 เมตร สูง 1.45 เมตร เป็นฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายยานมาศนี้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงบันทึกไว้ในจดหมายเหตุเมื่อคราวเดินทางมาตรวจราชการ หัวเมืองฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2444 ว่าทรงพบยานมาศแบบนี้ 4 คัน คันแรกทรงพบที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท อีก 2 คัน พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ครั้นมาถึงอุตรดิตถ์ก็พบอีกคันที่วัดท่าเสา ซึ่งก็ได้นำมาจัดแสดงไว้ให้ประชาชนชมที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้

จิตรกรรมฝาผนังวัดกลาง
อยู่ที่ตำบลบ้านแกะ อำเภอเมือง ห่างจากตัวอำเภอ 3 กิโลเมตร วัดกลางเป็นวัดเก่าแก่ มีพระอุโบสถที่มีลวดลายรูปปั้นสวยงาม ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่หายากสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นภาพพระเวสสันดรชาดกและเทพชุมนุม

วัดพระฝาง
ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 บ้านพระฝาง ตำบลผาจุก ห่างจากตัวเมืองประมาณ 25 กิโลเมตร จากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 1045 ถึงทางหลวงหมายเลข 11 เลี้ยวขวาไปทางพิษณุโลก 2 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายจากทางแยกเข้าไป 14 กิโลเมตร วัดนี้มีชื่อเต็มว่า “วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ” เคยเป็นวัดที่จำพรรษาของ “เจ้าพระฝาง” เมืองสวางคบุรี ซึ่งอยู่ในสมณเพศแต่นุ่งห่มผ้าแดงและมิได้สึกเป็นฆราวาส ท่านได้ซ่องสุมผู้คนสมัยกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 เพื่อจะกู้เอกราช ปัจจุบันวัดพระฝางประกอบด้วยโบสถ์วิหาร และพระธาตุเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายสำหรับบานประตูแกะสลัก ของพระวิหารปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดธรรมาธิปไตยในตัวเมือง

วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง
อยู่ที่หมู่ 3 บ้านทุ่งยั้ง ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปตามทางหลวงหมายเลข 102 ประมาณ 3 กิโลเมตร จะมองเห็นวัดอยู่ทางซ้ายมือ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่อยู่ติดถนนใหญ่สายบรมอาสน์ ใกล้กับวัดพระยืนพุทธบาทยุคล และวัดพระแท่นศิลาอาสน์ เดิมชื่อว่า “วัดมหาธาตุ” ภายในพระบรมธาตุทุ่งยั้งซึ่งเก่าแก่มาก เป็นเจดีย์ทรงลังกา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า องค์พระธาตุนี้เป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม 3 ชั้น ฐานล่างมีเจดีย์องค์เล็กๆ เป็นบริวารอยู่ 4 มุม ฐานชั้นที่ 3 มีซุ้มคูหา 4 ด้าน สันนิษฐานว่าได้บูรณะขึ้นภายหลัง

วัดพระยืนพุทธบาทยุคล
อยู่เลยวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งไปตามทางหลวงหมายเลข 102 ประมาณ 500 เมตร วัดอยู่ทางซ้ายมือของถนนใกล้ทางแยก ภายในมีมณฑปเป็นศิลปะแบบเชียง-แสน ครอบรอยพระพุทธบาทคู่ประทับยืนบนฐานดอกบัวสูงประมาณ 1.5 เมตร ที่วัดพระยืนพุทธบาทยุคลนี้ ยังมีพระพุทธรูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยขนาดหน้าตักกว้าง 55 นิ้ว สูง 66 นิ้ว เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยเรียกกันว่า “หลวงพ่อพุทธรังสี” เดิมประดิษฐานอยู่ในมณฑปมีปูนพอกหุ้มไว้ทั้งองค์ ต่อมาได้กระเทาะปูนออกและนำไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถที่สร้างใหม่

วัดพระแท่นศิลาอาสน์
ตั้งอยู่บ้านพระแท่น ตำบลทุ่งยั้ง ห่างจากตัวจังหวัด 14 กิโลเมตร อยู่เลยวัดพระยืนไปเล็กน้อย มีพระแท่นศิลาอาสน์เป็นศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 8 ฟุต สูง 3 นิ้ว มีลวดลายประกอบเป็นหลัก ฐานพุทธบังลังก์ สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัย ยังไม่ปรากฏนามของผู้สร้าง พ.ศ. 2451 ไฟป่าได้ไหม้พระมณฑปและวิหารเหลืออยู่แต่ศิลาแลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ใหม่ จะมีงานนมัสการในวันเพ็ญเดือนสามของทุกปี พร้อมกับวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง และวัดพระยืนพุทธบาทยุคล

หนองพระแล
อยู่ที่บ้านหนองพระแล ตำบลทุ่งยั้ง ห่างจากตัวจังหวัด 13 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1041 เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ

อยู่ที่หมู่ 6 บ้านต้นม่วง ตำบลบ้านฝาย ห่างจากจังหวัด 9 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 1041 มีวิหารที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีบานประตูแกะสลักงดงาม ด้านหน้า 1 ประตู ด้านหลัง 2 ประตู แกะสลักด้วยไม้ปรูลึกลงไปประมาณ 4 นิ้ว เป็นลวดลายกนกก้านขดไขว้ ประกอบด้วยรูปหงส์ เทพนม และยักษ์ วัดนี้สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

วัดเจดีย์คีรีวิหาร
อยู่ที่ หมู่ 1 บ้านวัดป่า ตำบลฝายหลวง ห่างจากตัวจังหวัด 10 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 1040-1043 เป็นบรมธาตุเจดีย์ทรงลังกา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า พระประธานเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยอันงดงามบานประตู และหน้าบันเป็นไม้แกะสลัก

เขื่อนดินช่องเขาขาดหรือแซดเดิ้ล
ห่างจากอำเภอท่าปลา 4 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 1163 เป็นเขื่อนดินที่สร้างปิดช่องเขา เพื่อป้องกันมิให้น้ำในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิต์ ไหลออกมาทางช่องเขานี้ สันเขื่อนเป็นถนนมีท่าเรือสำหรับส่งปลา และเรือเอกชนบริการนำเที่ยวในอ่างเก็บน้ำ

อนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร
อยู่ที่ หมู่ 7 บ้านท้องลับแล ตำบลฝายหลวงอยู่ห่างจากตัวจังหวัด 12 กิโลเมตร จากอำเภอลับแล ใช้ทางหลวงหมายเลข 1043 เป็นอนุสาวรีย์ของปฐมผู้ครองเมืองลับแล บนเนินเขาด้านหลังอนุสาวรีย์มีทางขึ้นไปยังจุดชมวิวมองเห็นภูมิประเทศของเมืองลับแล

น้ำตกแม่พูล
อยู่ที่หมู่ 4 บ้านต้นเกลือ ตำบลแม่พูล ห่างจากตัวจังหวัด 20 กิโลเมตร จากอำเภอลับแล ใช้ทางหลวงหมายเลข 1041-1043 เป็นน้ำตกที่เกิดจากการตกแต่งธารน้ำ โดยการเทปูนมีความสูงหลายชั้น มีลักษณะเป็นฝายน้ำล้น เป็นชั้นๆ สภาพโดยรอบร่มรื่น มีธรรมชาติแวดล้อมสวยงาม และมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อนชมทิวทัศน์น้ำตกแม่พูลได้อย่างชัดเจน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้ตัวเมืองและมีถนนเข้าถึงอย่างสะดวกสบายมาก

เวียงเจ้าเงาะ หรือ เมืองทุ่งยั้ง
ชาวบ้านเล่ากันว่า เจ้าเงาะได้พานางรจนามาอยู่ที่กระท่อมปลายนา ที่นี่เมื่อครั้งที่ถูกท้าวสามลและนางมณฑาเนรเทศ จึงเรียกว่า เวียงเจ้าเงาะ แต่ความจริงแล้ว เวียงเจ้าเงาะ หรือเมืองทุ่งยั้งนี้เป็นเมืองเก่าแก่ก่อนที่ชนชาติไทยจะมาปกครองประเทศ และได้มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุต่างๆ เช่น มโหระทึกละว้า พร้าสัมฤทธิ์ เป็นต้น

เมืองพิชัย
อยู่ที่หมู่ 1, 3 ตำบลในเมือง ตามทางหลวงหมายเลข 1204 ระยะทาง 45 กิโลเมตร จากตัวจังหวัด เป็นเมืองเก่าอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านด้านตะวันตก สันนิษฐานว่า พระบรมไตรโลกนารถ ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเป็นเมืองหน้าด่าน มีกำแพงเมืองและคูเมืองที่สร้างขึ้นไว้กับเจดีย์ต่างๆ ปัจจุบันร่องรอยเมืองพิชัยเก่าเกือบไม่หลงเหลือให้เห็น มีเพียงเจดีย์เก่าที่วัดหน้าพระธาตุ ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวพิชัยมาแต่โบราณ

วัดเอกา
อยู่ที่หมู่ 1 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย ระยะทาง 45 กิโลเมตร (จากตัวจังหวัดถึงอำเภอพิชัย 41 กิโลเมตร และจากอำเภอถึงที่ตั้งวัด 4 กิโลเมตร) เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ ซึ่งพระยาพิชัยได้สู้รบกับข้าศึกจนดาบหัก

เขื่อนสิริกิต์
ตั้งอยู่ที่บ้านผาซ่อม ตำบลท่าปลา อำเภอท่าปลา ห่างจากตัวจังหวัด 60 กิโลเมตร ตามทางหลวงสายอุตรดิตถ์-ท่าปลา ถนนราดยางตลอด เขื่อนสิริกิต์เป็นเขื่อนดินสร้างกั้นแม่น้ำน่านที่ผาซ่อม สันเขื่อนยาว 800 เมตร กว้าง 12 เมตร สูง 113.6 เมตร นับเป็นเขื่อนดิน (แกนคอนกรีต) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บริเวณเหนือเขื่อนเป็นทะเลสาบใหญ่ที่มีชื่อว่า ทะเลสาบสุริยันจันทรา มีทิวทัศน์สวยงาม โดยเฉพาะในฤดูหนาว พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่ถูกจัดแต่งเติมจะพากันออกดอกบานสะพรั่ง เมื่อไปถึงบริเวณเขื่อน นักท่องเที่ยวควรไปติดต่อที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งให้บริการด้านข่าวสารและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ เช่น การอนุญาตให้เข้าชมกิจการของเขื่อน การจองที่พัก การให้เช่าเรือท่องทะเลสาบเหนือเขื่อน เป็นต้น อัตราค่าเช่าเรือล่องในเขื่อนสิริกิต์คือ เรือขนาด 150 คน ค่าเช่าชั่วโมงแรก 1,700 บาท ชั่วโมงถัดมา 1,500 บาท ค่าจอด 100 บาท จะให้บริการระหว่างเวลา 08.30-16.30 น.

วนอุทยานสักใหญ่
อยู่ที่ หมู่ 4 บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ จากตัวเมืองเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 1045 ประมาณ 60 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1146 ประมาณ 7 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าสุ่ทางหลวงหมายเลข 1047 ประมาณ 11 กิโลเมตร เลี้ยวขวาอีกครั้งไปตามทางลูกรังไปตามภูเขาอีก 2 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 81 กิโลเมตร ลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณ มีเนื้อที่ 1,000 ไร่ ภายในมีต้นสักใหญ่ที่สุดในโลก มีความยาวรอบต้น 987 เซนติเมตร สูง 47 เมตร วัดเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2530 มีอายุประมาณ 1,500 ปี ปัจจุบันถูกพายุพัดส่วนยอดหัก ลำต้นส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาพเดิม

บ่อเหล็กน้ำพี้
อยู่ที่หมู่ 1 บ้านน้ำพี้ ตำบลน้ำพี้ ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 56 กิโล- เมตร (จากตัวจังหวัดถึงอำเภอ 42 กิโลเมตร และจากอำเภอถึงที่ตั้ง 14 กิโลเมตร) ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 และเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1245 บ่อเหล็กน้ำพี้เป็นบ่อเหล็กกล้ามีอยู่ด้วยกันหลายบ่อ แต่เท่าที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนมีอยู่ 2 บ่อ คือ “บ่อพระแสง” และ “บ่อพระขรรค์” โดยบ่อพระแสงจะเป็นบ่อที่มีเนื้อเหล็กดีกว่าบ่ออื่น ในสมัยโบราณ นายช่างผู้สร้างพระแสงดาบถวายพระมหากษัตริย์ จะนำเอาเหล็กน้ำพี้ที่บริเวณบ่อพระแสงไปถลุงทำพระแสงดาบ จึงเรียกว่า “บ่อพระแสง” ส่วนบ่อพระขรรค์ เข้าใจว่าเป็นบ่อที่นำเอาเหล็กจากบริเวณนี้ไปถลุงทำพระขรรค์ จึงเรียกว่า “บ่อพระขรรค์” ห้ามมิให้ผู้ใดขุดเหล็กจากบ่อนี้ สงวนไว้ใช้ในการทำพระแสงดาบสำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น

ถ้ำดิน
อยู่ที่หมู่ 9 บ้านถ้ำดิน ตำบลบ่อทอง ตามทางหลวงหมายเลข 1245 และทางลูกรัง 3 กิโลเมตร รวมระยะทาง 45 กิโลเมตร มีถ้ำหินอ่อนสวยงาม และยังมีถ้ำที่เป็นที่อยู่ของค้าง-คาวปากย่น จำนวนกว่า 3 ล้านตัว

เมืองโบราณบึงคอกช้าง
อยู่ที่ตำบลไผ่เขียว ใช้เส้นทางสว่างอารมย์-ลาดยาว ทางหลวงหมายเลข 3013 ก่อนสุดเขตจังหวัดอุทัยธานี มีทางลูกรังแยกซ้ายไปบึงคอกช้าง ประมาณอีก 20 กิโลเมตร ค่อนข้างห่างไกลชุมชน เป็นเมืองโบราณที่มีคูเมืองและกำแพงดินล้อมรอบ ค้นพบซากโบราณ เครื่องปั้นดินเผา หินบดยา เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดสีเหลือง นอกจากนี้ยังขุดพบศิลาจารึกอักษรขอมโบราณ 3 หลัก ปัจจุบันมีสภาพเป็นสวนป่าปลูกมีต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป ส่วนบริเวณคูเมืองตื้นเขิน

บ้านห้วยคา
อยู่ที่หมู่ 6 ตำบลในเมือง อำเภอพิชัย ระยะทาง 50 กิโลเมตร (จากตัวจังหวัดถึงอำเภอ 45 กิโลเมตร และอำเภอถึงที่ตั้ง 5 กิโลเมตร) อยู่ในหมู่บ้านคลองกระวาน เป็นสถานที่เกิดของพระยาพิชัย

อนุสาวรีย์พระศรีนพมาศ
อยู่ตรงสี่แยกตลาดลับแล อำเภอลับแล เดิมชื่อทองอิน เป็นนายอากรสุรา เชื้อสายจีน แต่ด้วยความรักในท้องถิ่นจึงพัฒนาเมืองลับแลมาโดยตลอด เป็นผู้นำชุมชนที่ชาวลับแลให้ความนับถือ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนพิศาลจีนะกิจ และเลื่อนเป็นพระศรีพนมมาศ ในปี พ.ศ.2451

อำเภอลับแล
อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ ประมาณ 8 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 102 ประมาณ 3 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1041 ประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นเมืองโบราณมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยเสด็จมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2444 ความเป็นมาของคำว่า "ลับแล" นั้น ตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า เดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน หนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนอยู่ เนื่องจากเป็นที่ป่าดงหลบซ่อนตัวง่าย และภูมิประเทศเป็นเมืองอยู่ในระหว่างเขามีที่เนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองถ้าไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศจะหลงทางได้ง่าย แต่ปัจจุบันมีถนนตัดผ่านทำให้สภาพป่าหมดไป ความลึกลับของเมืองจึงหายไปและยังมีอีกหลายตำนานที่กล่าวถึงเมืองลับแล ปัจจุบันอำเภอลับแลเป็นแหล่งผลิตสินค้าหัตถกรรม เช่น ผ้าตีนจก ไม้กวาด นอกจากนั้นยังมัสวนลางสาด ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดในอำเภอลับแล มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น อนุสาวรีย์พระศรีพนมมาศ วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง วัดพระยืนพุทบาทยุคล วัดพระแท่นศิลาอาสน์ หนองพระแล วัดดอนสัก วัดเจดีย์คีรีวิหาร อนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร น้ำตกแม่พูล เวียงเจ้าเงาะ

`๏่’ อุตรดิตถ์ - Uttaradit `๏่’

`๏่’ อุตรดิตถ์ - Uttaradit `๏่’
การเดินทางทางรถยนต์

จังหวัดอุตรดิตถ์ห่างจากกรุงเทพฯ 491 กิโลเมตร สามารถเดินทางไปได้ 2 เส้นทาง คือ

1. จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท เข้านครสวรรค์ จากนั้นใช้เส้นทาง 117 เข้าพิษณุโลก และทางหมายเลข 11 จนถึงอุตรดิตถ์

2. ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ – สิงห์บุรี แล้วขับเลยไปถึงอำเภออินทร์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 311) แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 11 (สายอินทร์บุรี-ตากฟ้า) จนถึงทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) เลี้ยวซ้ายไปอีก 8 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 11 จนถึงอุตรดิตถ์


`๏่’ อุตรดิตถ์ - Uttaradit `๏่’
การเดินทางทางรถโดยสาร
บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสาร ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 มีรถยนต์โดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ จากกรุงเทพฯ สู่อุตรดิตถ์ทุกวัน รายละเอียดติดต่อ โทร. 0 2936 2852 – 66 www.transport.co.th หรือบริษัทขนส่งเอกชน เชิดชัยทัวร์ โทร. 0 2936 0199 และวินทัวร์ โทร. 0 2936 3753 - 4


`๏่’ อุตรดิตถ์ - Uttaradit `๏่’
การเดินทางทางรถไฟ
จากสถานีรถไฟหัวลำโพง มีรถไฟไปอุตรดิตถ์ทุกวัน รายละเอียดติดต่อ โทร. 1690, 0 2223 7010, 0 2223 7020 www.railway.co.th

 
ภาคเหนือ

ภาคกลาง


ภาคอีสาน

ภาคตะวันออก

ภาคตะวันตก
Lakkai Cyber Network | ลักไก่ดอทคอม | ลักไก่ทัวร์ | จิ๊บจ๊อย | สยามไอยราทราเวล
CopyRight © 2002 Lakkai Cyber, All rights reserved.