ก่ง หั่ว สา โห่ย ฉู่ เหงีย เหวียต นาม
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
|
| เมืองหลวง |
ฮานอย |
| ภาษาราชการ |
ภาษาเวียดนาม |
| เนื้อที่ |
331,689 ต.ร.ก.ม. (อันดับที่ 65) |
| สกุลเงิน |
ด่อง (VND) |
| เขตเวลา |
UTC+7 |
| รหัสโทรศัพท์ |
+84 |
เวียดนาม (Vietnam)
หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic
of Vietnam) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศจีน
ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา
ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออก
ประวัติศาสตร์
สมัยก่อนประวัติศาสตร์
อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ในเวียดนามมีชื่อเสียงมาก
โดยเฉพาะอารยธรรมยุคหินใหม่ ที่มีหลักฐานคือกลองมโหระทึกสำริด และชุมชนโบราณที่ดงเซิน
เขตเมืองแทงหวา ทางใต้ของปากแม่น้ำแดง สันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของชาวเวียดนามโบราณ
ผสมผสานระหว่างชนเผ่ามองโกลอยด์เหนือจากจีนและใต้ ซึ่งเป็นชาวทะเล
ดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวแบบนาดำและจับปลา และอยู่กันเป็นเผ่า บันทึกประวัติศาสตร์ยุคหลังของเวียดนามเรียกยุคนี้ว่าอาณาจักรวันลาง
มีผู้นำปกครองสืบต่อกันหลายร้อยปีเรียกว่า กษัตริย์หุ่ง แต่ถือเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์
สมัยประวัติศาสตร์
เวียดนามเริ่มเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์หลังชนเผ่าถุก
จากตอนใต้ของจีนเข้ารุกรานและยึดครองดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำแดง จากนั้นไม่นานจักรพรรดิจิ๋นซ๊ซึ่งเริ่มรวมดินแดนจีนสร้างจักรวรรดิหนึ่งเดียว
ได้ยกทัพลงมาและทำลายอาณาจักรของพวกถุกได้ ก่อนผนวกดินแดนลุ่มแม่น้ำแดงทั้งหมด
ให้ขึ้นตรงต่อศูนย์กลางการปกครองหนานไห่ ที่เมืองพานอวี่หรือกว่างโจวในมณฑลกวางตุ้งปัจจุบัน
หลังสิ้นสุดราชวงศ์ฉิน ข้าหลวงหนานไห่คือจ้าวถัว ประกาศตั้งหนานไห่เป็นอาณาจักรอิสระ
ชื่อว่า หนานเยว่ หรือนามเหวียต ในสำเนียงเวียดนามซึ่งเป็นที่มาของชื่อเวียดนามในปัจจุบัน
ก่อน กองทัพฮั่นเข้ายึดอาณาจักรนามเหวียด ได้ในปี พ.ศ. 585 และผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจีน
ใช้ชื่อว่าเจียวจื้อ ขยายอาณาเขตลงใต้ถึงบริเวณเมืองดานังในปัจจุบัน
และส่งข้าหลวงปกครองระดับสูงมาประจำ เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนนำวัฒนธรรมจีนทางด้านต่างๆ
ไปเผยเเพร่ที่ดินเเดนเเห่งนี้ พร้อมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทรัพยากรจากชาวพื้นเมือง
หรือชาวเวียดนามจนนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนเเรงหลายครั้งเช่น:
- วีรสตรีในนาม ฮายบาจึง ได้นำกองกำลังต่อต้านการปกครองของจีน
เเต่ปราชัยในอีก 3 ปีต่อมาและตกเป็นส่วนหนึ่งของจีน
- นักโทษปัญญาชนชาวจีนนามว่า หลีโบน ร่วมมือกับปัญญาชนชาวเวียดนามร่วมทำการปฏิวัติ
ก่อตั้งราชวงค์หลี ขนานนามเเคว้นว่า วันซวน เเต่พ่ายแพ้ในที่สุด
การปกครองของจีนในเวียดนามขาดตอนเป็นระยะตามสถานการณ์ในจีนเอง
ซึ่งเป็นโอกาสให้ชาวพื้นเมืองในเวียดนามตั้งตนเป็นอิสระ ในช่วงเวลาที่เวียดนามอยู่ใต้การปกครองของราชวงศ์ถาง
พุทธศาสนาเริ่มเข้าสู้เวียดนาม เมืองต้าหลอหรือฮานอย เป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์กลางการค้าการเดินทางของชาวจีนและอินเดีย
พระสงฆ์และนักบวชในลัทธิเต๋าจากจีนเดินทางเข้ามาอาศัยในดินแดนนี้
ต่อมาราชวงศ์ถางได้เปลี่ยนชื่อเขตปกครองนี้ใหม่ว่า อันหนาน (หรืออันนัม
ในสำเนียงเวียดนาม) หลังปราบกบฎชาวพื้นเมืองได้ แต่ถือเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่จีนครอบครองดินแดนแห่งนี้
- พ.ศ. 1498-1510 ราชวงศ์โง--หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์ถางของจีน
นายพลโงเกวี่ยนผู้นำท้องถิ่นในเขตเมืองฮวาลือ ทางใต้ของลุ่มแม่น้ำแดง
ขับไล่ชาวจีนได้ เเล้วจึงก่อตั้งราชวงศ์โงเปลี่ยนชื่อประเทศว่า
ไดเวียด หลังจากจักรพรรดิสวรรคต อาณาจักรแตกแยกออกเป็น 12 เเคว้น
มีผู้นำของตนไม่ขึ้นต่อกัน
- พ.ศ. 1511-1523 ราชวงศ์ดิงห์--ขุนศึกดิงห์โบะหลิง แม่ทัพของราชวงศ์โง
สามารถรวบรวมเเคว้นต่างๆเข้าด้วยกัน เปลียนชื่อประเทศเป็น ไดโกเวียด
เริ่มสร้างระบบการปกครองแบบจีนมากกว่ายุคก่อนหน้า และตั้งตนเป็น
จักรพรรดิดิงห์เตียน หรือ ดิงห์เตียนหว่าง เสมือนจักรพรรดิจิ๋นซีผู้รวมจีน
ถือเป็นการเริ่มใช้ตำแหน่งจักรพรรดิหรือ หว่างเด๋ ในเวียดนามเป็นครั้งแรก
- พ.ศ. 1524-1552 ราชวงศ์เตี่ยนเลหรือเลยุคแรก--มเหสีของจักรพรรดิดิงห์โบะหลิง
ขับไล่รัชทายาทราชวงศ์ดิงห์ สถาปนาพระสวามีใหม่ ขุนศึกเลหว่าน
เป็นจักรพรรดิเลด่ายแห่ง พยายามสร้างความมั่นคงด้วยการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับราชวงศ์ซ่งของจีนและปราบปรามกบฎภายในแต่ไม่รอดพ้นการรัฐประหาร
สมัยนี้พุทธศาสนาและลัทธิเต๋ารุ่งเรืองมากและได้รับความเลื่อมใสศรัทธาในหมู่ชนชั้นสูงมาก
ราชวงศ์ยุคใหม่
- พ.ศ. 1552-1768 ราชวงศ์หลี--หลี กง อ่วน ถูกช่วยเหลือโดยพระภิกษุรูปหนึ่ง
ให้มีอำนาจในราชสำนักฮวาลือ เมื่อขึ้นครองราชย์
ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่ ทังลอง(ฮานอย)ทรงสร้างวัดขึ้น 150 เเห่ง
ในปี 1070 นำระบบการสอบจอหงวนมาใช้ ก่อตั้งมหาวิทยาลัย วันเหมียว
ให้ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีขงจื้อ เพื่อสอบเข้ารับราชการในระบบจอหงวน
แต่ขุนนางยังมีจำนวนน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเชื้อสายผู้มีอิทธิพลในหัวเมือง
ต่อมาทรงพระนามว่า หลีไถโต๋ สมัยหลีเป็นสมัยที่พุทธศาสนามีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองและสังคมมาก
ที่ปรึกษาราชการในบางสมัยเป็นพระสงฆ์ จักรพรรดิราชวงศ์หลีช่วงหลังสร้างวัดขนาดใหญ่ขุ้นหลายแห่ง
และสละราชสมบัติออกผนวช เป็นสาเหตุให้การบริหารราชการเริ่มตกอยู่ในอำนาจของเครือญาติพระชายามาจากตระกูลที่มั่งคั่งในหัวเมือง
ผู้ปกครององค์สุดท้ายเป็นเด็กหญิงที่ได้รับการตั้งเป็นจักรพรรดินี
พระนามว่าหลีเจี่ยว การบริหารราชการตกอยู่ในอำนาจของญาติวงศ์พระชนนีซึ่งเป็นขุนศึกมีกองกำลังทหารอยู่ในมือ
เช่นเจิ่นถูโดะ ซึ่งก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากราชวงศ์หลีในที่สุด
- พ.ศ. 1768-1943 ราชวงศ์เจิ่น--เจิ่นถูโดะ ราชองครักษ์ ญาติของพระชายาจักรพรรดิก่อรัฐประหาร
ยึดอำนาจท่ามกลางสถานการณ์กบฎและการรุกรานจากข้าศึกต่างชาติ จากนั้นได้อภิเษกสมรสกับพระนางเจียว
ฮว่าง จักรพรรดินีองศ์สุดท้ายของราชวงศ์หลี แล้วยกหลานคือ เจิ่นแก๋ง
ขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์เจิ่น สมัยเจิ่นเวียดนามต้องเผชิญกับศึกสงครามโดยตลอด
ที่ร้ายแรงที่สุดคือการรุกรานจากพวกมองโกลและจัมปา สมัยเจิ่นเริ่มให้ความสำคัญกับอารยธรรมจีนมากกว่ายุคก่อนหน้าโดยเฉพาะด้านภูมิปัญญาและอักษรศาสตร์
รวมถึงการบริหารราชการแบบจีน ใในสมัยนี้มีการประมวลพงศาวดารชาติเป็นครั้งแรก
ชื่อว่า ด่ายเหวียตสือกี๋ หรือ บันทึกประวัติศาสตร์มหาอาณาจักรเวียด
โดยราชบัณฑิต เลวันฮึว
- พ.ศ. 1943-1971 ราชวงศ์โห่--โห่กุ๋ยหลี ญาติของพระชายาจักรพรรดิราชวงศ์เจิ่น
สร้างฐานอำนาจของตนด้วยการเป็นแม่ทัพทำศึกกับพวกจามทางใต้ ต่อมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากจักรพรรดิราชวงศืเจิ่นและพยายามกำจัดเชื้อสายราชวงศ์ที่หลงเหลืออยู่
จากนั้นขึ้นครองราชย์ ตั้งทายาทของตนเป็นจักรพรรดิต่อมา และพยายามปฏิรูปประเทศใหม่
ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ จัดสรรที่ดินแก่ชาวนา จัดสอบคัดเลือกขุนนาง
ปรับปรุงกองทัพ ราชนิกูลราชวงศ์เจิ่นแจ้งข่าวการรัฐประหารไปยังจีนและขอความช่วยเหลือให้จีนส่งกองทัพมาปราบปราม
ราชสำนักจีนจึงยกกำลังเข้าบุกยึดเวียดนามล้มล้างราชวงศ์โห่ แต่จีนอ้างว่าไม่ทราบแน่ชัดถึงเชื้อสายราชวงศ์เจิ่นที่แท้จริง
จึงตัดสินใจยึดครองเวียดนามและผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจีน ในช่วงเวลาแห่งการยึดครองนี้
จีนบังคับให้เลิกธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของตนเช่นการสักตามต้นขาหรือเคี้ยวหมาก
บังคับให้ชาวเวียดนามส่งส่วยเป็นผลผลิตและสัตว์เลี้ยงแก่กองทหารจีนที่ประจำอยู่ในเวียดนาม
รวมถึงยึดและขนเอกสารราชการและบันทึกประวัติศาสตร์จากราชสำนักเวียดนามไปยังจีนเป็นจำนวนมาก
- การกู้เอกราชและก่อตั้งราชวงศ์เล (ยุคหลัง)พ.ศ.1971-2331 พ.ศ.
1961 เล่เหล่ย ชาวนาผู้เป็นเจ้าของที่ดินใหญ่ในหมู่บ้านลามเซิน
เมืองแทงหวา ทางใต้ของฮานอย ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าบิงดิ่ง
หรือเจ้าพิทักษ์สันติสุข ได้รับการช่วยเหลือจากปัญญาชนชื่อเหงวียนจ๋าย
เป็นที่ปรึกษา ประกาศขับไล่จีนออกจากเวียดนาม กองกำลังของเลเหล่ยเริ่มโจมตีกองทหารจีนที่ประจำอยู่ในเวียดนามจนถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำแดงและเมืองฮานอย
การรบดำเนินไปโดยที่จีนไม่สามารถปราบปรามกองกำลังของเลเหล่ยได้
ในที่สุดกองทัพใหญ่ของจีนก็แตกพ่าย จีนและเลเหล่ยสงบศึก ฝ่ายจีนยินยอมถอนทัพไปจากเวียดนาม
- พ.ศ. 1971 เลเหล่ยตั้งราชนิกูลราชวงศ์เจิ่น เจิ่นกาว ขึ้นสืบทอดราชวงศ์เจิ่นระยะหนึ่ง
ก่อนปลดออกจากตำแหน่งแล้วขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ สถาปนาราชวงศ์เลขึ้นในที่สุด
มีราชธานีที่ฮานอยหรือทังลองและราชธานีอีกแห่งคือที่เมืองแทงหวา
หรือ ราชธานีตะวันตก ซึ่งเป็นถิ่นฐานเดิมของเลเหล่ยและตระกูลเล
ต่อมาเลเหล่ยได้รับการถวายพระนามว่า เลไถโต๋ ราชวงศ์เลช่วงแรกเป็นช่วงสร้างความมั่นคงและฟื้นฟูประเทศในทุกด้าน
โดยเฉพาะในสมัยเลไถโต๋หรือเลเหล่ย อาทิการสร้างระบบราชการ จัดสอบคัดเลือกขุนนาง
แบ่งเขตการปกครองใหม่ ฟื้นฟูการเกษตร รวมถึงการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนทำให้เวียดนามเข้าสู่ยุคสงบสุขปลอดจากสงครามอีกครั้ง
แต่ในสมัยจักรพรรดิเลเญินตง (พ.ศ. 1986-2002) จักรพรรดิองค์ที่สาม
ขึ้นครองราชย์เมื่อทรงพระเยาว์ ต้องมีพระชนนีว่าราชการแทนด้วยการช่วยเหลือของขุนนางราชสำนัก
ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เริ่มเกิดความขัดแย้งระหว่างขุนนางพลเรือนกับบรรดาขุนศึกที่ร่วมทัพกับเลเหล่ยในการสู้รบกับจีน
และทายาทขุนศึกที่ได้รับสถานะภาพพิเศษเสมอราชนิกูลจนถึงทายาท รวมถึงปัญหาที่ราชนิกูลองค์หนึ่งไม่ยอมรับการสถาปนาจักรพรรดิเลเญินตงเพราะถือเป็นพระโอรสของพระมเหสีรอง
ความขัดแย้งบานปลายจนนำไปสู่การแบ่งพรรคแบ่งพวกในหมู่ข้าราชสำนัก
บรรดาขุนศึกสนับสนุนให้ราชนิกูลพระองค์นั้นกลับมายึดอำนาจจากพระชนนีและจักรพรรดิเลเญินตง
นำไปสู่การรัฐประหารครั้งแรกของราชวงศ์เลในพ.ศ. 2002 พระชนนีและจักรพรรดิเลเญินตงถูกสำเร็จโทษทั้งสองพระองค์
อย่างไรก็ตามราชนิกูลผู้นำรัฐประหาร องค์ชายงีเซิน ขึ้นครองราชย์ได้เพียง
8เดือน ก็ถูกกลุ่มขุนศึกปลดและสังหารไปในที่สุดและหันไปสนับสนุนให้ราชนิกูลอีกพระองค์หนึ่งมาเป็นจักรพรรดิแทน
ต่อมาคือจักรพรรดิเลแถงตง (พ.ศ.2003-2040) รัชกาลจักรพรรดิเลแถงตงถือว่ายาวนานและรุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเวียดนาม
มีการปฏิรูปประเทสหลายด้านโดยยึดรูปแบบจีนมากกว่าเดิม ทั้งระบบการสอบรับราชการที่จัดสอบครบสามระดับตั้งแต่อำเภอจนถึงราชธานี
จำนวนขุนนางเพิ่มขึ้นทวีคูณและทำให้ระบบราชการขยายตัวมากกว่ายุคสมัยก่อนหน้า
นอกจากนั้นยังมีการประมวลกฎหมายใหม่ที่เรียกว่า ก๊วกเจี่ยวหิ่งหลวต
หรือประมวลหลักอาญาของชาติ หรือเรียกกันทั่วไปว่า ประมวลกฎหมายโห่งดึ๊ก
ตามชื่อรัชสมัยของพระองค์แบบจีน ซึ่งคัดสรรหลักกฎหมายตามแบบจีนสมัยราชวงศ์ถาง
ซ่งและหมิงส่วนหนึ่งแต่เพิ่มเสริมด้วยเนื้อหาที่สอดคล้องกับสภาพของเวียดนาม
นอกจากนั้นยังมีการประมวลประวัติศาสตร์ชาติเสริมต่อจากงานเดิม
ได้ชื่อใหม่ว่า ด่ายเหวียตสือกี๋ตว่านทือ หรือบันทึกประวัติศาสตร์มหาอาณาจักรเวียดฉบับสมบูรณ์
จักรพรรดิเลแถงตงทรงแสดงพระองค์เป็นผู้นำที่มีเมตตาต่อประชาชน
มีพระปรีชาทางภูมิปัญญาทรงยึดมั่นคำสอนของสำนักขงจื๊อและต้องการสร้างประเทศให้เป็นสังคมอุดมคติ
คือสงบสุขมั่นคง เป็นผู้นำอารยธรรม ประชาชนมีการศึกษาและมีคุณธรรม
พระองค์ทรงสร้างเวียดนามให้เป็นมหาอำนาจและเป็นศูนย์กลางด้วยการทำสงครามกับเพื่อนบ้านที่มักขัดแย้งกับเวียดนามคือจัมปาและลาว
อิทธิพลของเวียดนามรับรู้ไปจนถึงหัวเมืองเผ่าไทในจีนตอนใต้และล้านนา
หลังรัชกาลนี้ราชวงศ์เลเริ่มประสบปัญหาความขัดแย้งในหมู่ขุนนาง
เชื้อพระวงศ์ ปัญหาเศรษฐกิจจนที่สุดก็ถูกรัฐประหารโดยขุนศึกหมักดังซุง
ในพ.ศ. 2071 เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์เลหลบหนีด้วยการช่วยเหลือของขุนศึกตระกูลเหงวียนและจิ่ง
ที่มีอิทธิพลในราชสำนักมาแต่แรกเข้าไปหลบซ่อนบริเวณชายแดนติดต่อกับลาว
และต่อมาจึงกลับเข้ามาย้ายราชสำนักไปอยู่ที่เมืองแทงหวา ราชวงศ์เลเริ่มการฟื้นฟูกอบกู้อำนาจคืนโดยมีแม่ทัพเป็นคนตระกูลเหงวียนและจิ่ง
ทำสงครามกับราชวงศ์หมักจนถึงพ.ศ. 2136 จึงสามารถยึดเมืองทังลองคืนได้และฟื้นฟูราชวงศ์เลปกครองเวียดนามต่อไป
ยุคแตกแยกเหนือ-ใต้
- หลังการฟื้นฟูราชวงศ์เลขึ้นได้ ขุนศึกตระกูลจิ่งตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการ
และบีบให้ขุนศึกตระกูลเหงวียนไปปกครองเขตชายแดนใต้บริเวณเมืองด่งเหยลงไปถึงบริเวณเมืองดานังในปัจจุบัน
ขุนศึกตระกูลจิ่งตั้งตนเป็น "เจ้า" สืบตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในตระกูลของตนเอง
ขุนศึกตระกูลเหงวียนจึงประกาศไม่ยอมรับการปกครองของตระกูลจิ่งจนเกิดสงครามครั้งใหม่ต่อมาอีกหลายสิบปี
เวียดนามแบ่งแยกเป็นสองส่วน ส่วนเหนืออยู่ในการปกครองของราชวงศ์เลและเจ้าตระกูลจิ่ง
มีศูนย์กลางที่ทังลอง ส่วนใต้ตระกูลเหงวียนปกครอง มีศุนย์กลางที่เมืองฝูซวนหรือเว้
ในปัจจุบัน
ยุคเตยเซิน
- พ.ศ. 2316 เกิดกบฎนำโดยชาวนาสามพี่น้องที่หมู่บ้านเตยเซินขึ้นในเขตเมืองบิ่งดิ่ง
เขตปกครองของตระกูลเหงวียน และสามารถยึดเมืองฝูซวนได้ เชื้อสายตระกูลเหงวียนหลบหนีลงใต้ออกจากเวียดนามไปจนถึงกรุงเทพ
ฯ ก่อนกลับมารวบรวมกำลังเอาชนะพวกเตยเซินได้ เหงวียนเหวะ ผู้นำของพวกเตยเซิน
ตั้งตนเป็นจักรพรรดิกวางจุง หลังยึดทังลองได้ แต่จักรพรรดิราชวงศ์เลไม่ยอมรับ
และหนีไปขอความช่วยเหลือยังจีน ต่อมาจีนจึงส่งกองทัพเข้ามาตามคำร้องขอแต่ต้องพ่ายแพ้แก่ฝ่ายเวียดนาม
ยุคสมัยของเตยเซินกินระยะเวลาเพียง 14 ปี ต้องเผชิญกับการต่อต้านทั้งภายในเวียดนามและต่างชาติ
ทั้งจีนและกองกำลังจากสยาม ฝรั่งเศสและสเปน ที่ช่วยเหลือเจ้าตระกูลเหงวียน
สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้แก่กองกำลังขององค์ชายเหงวียนแอ๋ง ผู้นำตระกูลเหงวียน
ซึ่งตั้งตนเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งราชวงศ์เหงวียน ในพ.ศ. 2345
สถาปนาราชธานีใหม่ที่เมืองเว้ แทนที่ทังลอง ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อเป็น
ฮานอย
- ราชวงศ์เหงวียน (พ.ศ. 2345-2488)
องค์ชายเหงวียนแอ๋งหรือจักรพรรดิยาลอง จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์เหงวียนเริ่มฟื้นฟูประเทศ
เวียดนามมีอาณาเขตใกล้เคียงกับปัจจุบัน ดินแดนภาคใต้ขยายไปถึงปากแม่น้ำโขงและชายฝั่งอ่าวไทย
ทรงรักษาสัมพันธ์กับชาวตะวันตกโดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ช่วยรบกับพวกเตยเซิน
นายช่างฝรั่งเศสช่วยออกแบบพระราชวังที่เว้และป้อมปราการเมืองไซ่ง่อน
ราชวงศ์เหงวียนรุ่งเรืองที่สุดในสมัยจักรพรรดิมินหมั่ง จักรพรรดิองค์ที่สอง
ทรงเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น ด่ายนาม ขยายแสนานุภาพไปยังลาวและกัมพูชา
ผนวกกัมพูชาฝั่งตะวันออก ทำสงครามกับสยามต่อเนื่องเกือบยี่สิบปี
แต่ภายหลังต้องถอนตัวจากกัมพูชาหลังถูกชาวกัมพูชาต่อต้านอย่างรุนแรง
สมัยนี้เวียดนามเริ่มใช้นโยบายต่อต้านการเผยแพร่คริสต์ศาสนาของบาทหลวงชาวตะวันตก
มีการจับกุมและประหารบาทหลวงชาวตะวันตกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงชาวเวียดนามที่นับถือคริสต์ศาสนา
จนถึงรัชกาลจักรพรรดิองค์ที่ 4 คือจักรพรรดิตึดึ๊ก ทรงต่อต้านชาวคริสต์อย่างรุนแรงต่อไป
จนในที่สุดบาทหลวงชาวฝรั่งเศสขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลของตนให้ช่วยคุ้มครอง
พ.ศ. 2401 เรือรบฝรั่งเศสเข้ามาถึงน่านน้ำเมืองดานัง (หรือตูราน)
ฐานทัพเรือใกล้เมืองหลวงเว้ นำไปสู่การสู้รบกันของทั้งฝ่าย กองทัพเรือเวียดนามถูกทำลายเกือบทั้งหมด
ต่อมากองกำลังฝรั่งเศสบุกโจมตีดินแดนภาคใต้ จักรพรรดิตึดึ๊กยอมสงบศึกและมอบดินแดนภาคใต้
6 จังหวัดให้แก่ฝรั่งเศส ชาวเวียดนามเริ่มต่อต้านการยึดครองของฝรั่งเศสแต่ไม่อาจต่อสู้กับแสนยานุภาพที่เหนือกว่าได้
จนในปี 2428 จักรพรรดิห่ามงี นำการต่อต้านฝรั่งเศสแต่ต้องพ่ายแพ้
กองทหารฝรั่งเศสยึดพระราชวังและกรุงเว้ได้ จักรพรรดิเสด็จหนีแต่ถูกจับได้และถูกเนรเทศไปยังแอลจีเรีย
ฝรั่งเศศจึงเข้าควบคุมเวียดนามอย่างจริงจังมากขึ้นและแบ่งเวียดนามออกเป็น
3 ส่วน คืออาณานิคมโคชินจีน ในภาคใต้ เขตอารักขาอันนาม ในตอนกลางและเขตอารักขาตังเกี๋ยในภาคเหนือ
เวียดนามยังมีจักรพรรดิเช่นเดิมแต่ต้องผ่านการร่วมคัดเลือกโดยข้าหลวงฝรั่งเศสและมีฐานะเป็นสัญลักษณ์
อำนาจในการบริหารการคลัง การทหารและการทูตสูงสุดเป็นของฝรั่งเศส
ถือว่าเวียดนามสิ้นสุดฐานะเอกราชนับแต่นั้น ยุคอาณานิคม
ภูมิศาสตร์
เวียดนามเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นแนวยาว
และ มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงกั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ทางตอนเเหนือและใต้
แต่มีภูเขาที่มีป่าหนาทึบแค่ 20% เวียดนามเป็นหนึ่งในสิบหกประเทศทั่วโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุด
โดยมีพันธุ์ไม้ 13,000 ชนิด และพันธุ์สัตว์กว่า 15,000 ชนิด
ลักษณะภูมิประเทศ
มีที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ 2 ตอน
คือ ตอนเหนือ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
มีที่ราบสูงตอนเหนือของประเทศ และยังเป็นภูมิภาคที่มี เขาฟาน ซี
ปัง(Phan Xi P?ng)ซึ่งเป็นภูเขาที่สูง 3,143 เมตร (10,312 ft) ตั้งอยู่ในจังหวัดเล่าไค
เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีน
ลักษณะภูมิอากาศ
เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้
ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว
สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง (ฝนตกตลอดปี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ)
เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณ 84 % ตลอดปี มีปริมาณฝน จาก 120 ถึง
300 เซนติเมคร(47 ถึง 118 นิ้ว) และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5ํC
(41ํF) ถึง 37ํC (99ํF)
ชายแดน
ทั้งหมด 4,638 km (2,883 mi) โดยติดกับประเทศกัมพูชา
1,228 km (763 mi) ประเทศจีน 1,281 km (796 mi) และ ประเทศลาว 2,130
km (1,324 mi)
ประชากร
มีจำนวน 84.23 ล้านคน ความหนาแน่นโดยเฉลี่ย
253 คน : ตารางกิโลเมตร เวียด 80% เขมร 10 % บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศ)
ต่าย 1.9% ไท 1.74% เหมื่อง 1.49% ฮั้ว(จีน) 1.13% นุง 1.12% ม้ง
1.03%
วัฒนธรรม
จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2542 ประเทศเวียดนามมีประชากรถึง
80% ที่ถือว่าตนเองไม่มีศาสนา ที่เหลือนั้นนับถือ ลัทธิขงจื้อ เต๋า
พุทธมหายาน โรมันคาทอลิก โปรแตสเตนท์ และ อื่นๆ แต่ก็มีชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้
ซึ่งเป็นชาวจาม
การสื่อสารใช้ภาษาเวียดนาม ซึ่งเมื่อปี
พ.ศ. 2463 วงการวิชาการเวียดนามได้ลงประชามติที่จะใช้ตัวอักษรโรมัน
(quoc ngu) แทนตัวอักษรจีน (Chu Nom) ในการเขียนภาษาเวียดนาม
การคมนาคม
เวียดนามมีท่าอากาศยานขนาดใหญ่ 6
แห่ง คือ ท่าอากาศยานโนยบ่าย (Noi Bai) ในกรุงฮานอย ท่าอากาศยานเติ่นเซินเญิ๊ต
(Tan Son Nhat) นครโฮจิมินห์ ท่าอากาศยานลองแท็ง(Long Thanh) ท่าอากาศยานจู๋ลาย
(Chu Lai) ใน จ.กว๋างนาม (Quang Nam) กับท่าอากาศยานนครด่าหนัง (Danang)[7]
|